เริ่มเลยละกันนะ
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนนะคะ
การเขียนเล่าเรื่องและความรู้สึกครั้งนี้เป็นเรื่องความคิดเห็นเฉพาะตัวจริงๆ
แต่จากประสบการณ์การเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์น้ำท่วม2 ครั้ง (ซึ่งถือว่าใหญ่โดยส่วนตัว แต่ก็มิอาจเทียบได้เลยกับอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นกว่าค่อนประเทศในขณะนี้)ในชีวิต
ทำให้รู้สึกอยากจะแชร์ความเป็นอยู่ในการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมบางส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์
…
เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักอำเภอ หาดใหญ่ ในจังหวัดสงขลากันนะ
เพราะนอกจากจะเป็นเมืองเศรษฐกิจเมืองหนึ่งของทางภาคใต้แล้ว
เมืองนี้ก็ได้ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ๆถึง 2ครั้ง (ตั้งแต่เกิดมาจำความได้)
…
จุดประสงค์ของการเขียนในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะเล่าและแชร์
เผื่อประสบการณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกับการเตรียมตัวรับมือน้ำท่วม โดยเฉพาะกับคนในพื้นที่เสี่ยง
…
…
เริ่มต้นที่ครั้งแรก เมื่อปี 2543 ตอนนั้นอายุ 13 ปี
ปีนั้นยังจำรายละเอียดอะไรได้ไม่มาก โดยเฉพาะในตอนที่น้ำเริ่มมา ไม่ได้มีข่าวที่ได้รับการ “ยืนยัน” ว่าน้ำจะท่วม
แต่มีการประกาศถึงความเสี่ยง เนื่องจากฝนตกหนักมากและมีการอ้างอิงระดับน้ำจากคลองอู่ตะเภา ซึ่งถือเป็นคลองสายหลัก
และคลองดังกล่าวก็มีต้นน้ำที่ไหลมาจากอำเภอข้างเคียงด้วย
ในช่วงนั้นก็ได้ยินข่าวกันมาเหมือนกันว่าอำเภอใกล้เคียงจะมีการปล่อยน้ำมา
เพราะมีน้ำมากเหลือเกิน จึงมีการประกาศถึงความเสี่ยงและเตือนชาวบ้าน
…
จำได้ว่าคืนก่อนวันที่น้ำจะท่วม เรากับแม่ได้ออกไปซื้อแกง ปกติก็ซื้อแกงพอกินกันเป็นมื้อๆในครอบครัว
แต่คืนนั้นเป็นวันที่เห็นอะไรๆในร้านแกงก็น่ากินไปหมด เลยได้แกงกลับมาหลายอย่างมาก
ซึ่งก็มีปริมาณเพียงพอต่อคน 5 คนในครอบครัว ที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ไปได้ 2-4มื้อ เลยล่ะ
…
เชื่อหรือไม่ว่ายังไม่ทันที่จะสว่าง ในเช้าวันรุ่งขึ้น ราวๆตี 3 น้ำเริ่มเข้าบ้านของเรา
เราโชคดีที่คนข้างบ้านตะโกนเพื่อปลุกคนในละแวกนั้น เพื่อให้รีบเคลื่อนย้ายรถ และขนย้ายของขึ้นที่สูง
น้ำมาเร็วมากเหมือนกัน ไม่กี่นาทีน้ำขึ้นถึงหัวเข่า
…
เราโชคดีที่ขนย้ายของ “จำเป็น” ทัน
…
อีก 10 ปี ต่อมา ในครั้งที่ 2 เหตุการณ์ล่าสุดที่ประสบภัยน้ำท่วม วันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน ปี 2553
วันนั้นจำได้ว่าฝนตกหนักมากเช่นกัน และน้ำเริ่มระบายไม่ทัน ประกอบกับเป็นวันที่ศูนย์ระวังภัย และเทศบาลนครหาดใหญ่เริ่มประกาศเตือนภัย
เนื่องจากน้ำในคลองอู่ตะเภาเริ่มขึ้นสูง และมีการคาดการณ์ว่าน้ำปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว 1.5 เท่า
โดยเป็นการอ้างอิงจากมาตรวัดตรงนั้นเมื่อปี 2543 บวกกับอำเภอข้างเคียงก็เริ่มมีน้ำท่วมขัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน
ซึ่งคราวนี้ จากประสบการณ์เมื่อปี 2543 ทำให้การประกาศเตือนภัยเร็วขึ้น และประชาชนในพื้นที่ “มีการเตรียมตัว”
…
…
สำหรับบ้านเรานั้น ไม่ได้มีการกักตุนอาหาร แต่เรียกว่าเป็นการเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อให้สามารถอยู่ได้และช่วยเหลือตัวเองกันไปได้ในระยะเวล่วันสองวัน
…
ครั้งนี้น้ำมาในวันรุ่งขึ้นอีกเช่นกัน ราวๆตี 3-ตี4 และครั้งนี้มาแรงและเร็วเช่นกัน
แต่ครั้งนี้พ่อจะตื่นลงมาเช็คเป็นระยะๆ คนเมื่อน้ำเริ่มเข้าหน้าบ้าน เราก็รีบขนย้ายข้าวของ
…
…
นั่นคือเหตุการณ์
…
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ประสบภัยที่อยู่ใกล้คลองอู่ตะเภา เนื่องจากหาดใหญ่มีภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ บริเวณดังกล่าวจึงถูกน้ำท่วมสูงมาก เล่นเอามิดหลังคาเลยเช่นกัน
หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ได้รีบรวมทีมและเปิดดำเนินรายงารวิทยุในพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ดำเนินงานเป็นแผนเดียวกัน
ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความซับซ้อนในการเข้าพื้นที่ เพราะจะทำให้เสียเวลาที่จะช่วยคนอื่นๆต่อไปด้วย
(คือบางพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วจากทีมหนึ่ง แล้วดันมีอีกทีมหนึ่งเข้าไปอีก ทำให้มันเกินพอ ซึ่งตรงนี้จะต้องประสานงาน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและได้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ จะได้ไม่มีการตกหล่น)
…
และสิ่งที่เค้ามักจะย้ำอยู่เสมอคือ
…
“อย่างตระหนกตกใจ อะไรช่วยเหลือตนเองได้ช่วยไปก่อน”
เหตุผลคือ เขาต้องการนำทีมเข้าไปช่วยเหลือยังพื้นที่วิกฤติ ซึ่งแม้แต่หลังคาก็ไม่มีที่ยืนก่อน
…
ตรงนี้อยากจะสะท้อนว่า การที่เตรียมพร้อมด้านอาหารและน้ำดื่มเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรมีความพอประมาณ แบ่งๆกัน
เพราะ เมื่อน้ำมาจริงๆแล้ว อาสาสมัครไม่สามารถที่จะไปได้ในทุกพื้นที่ เรื่องข้าวปลาปากท้องขอยอมรับว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขาก็ต้องเลือกไปช่วยชีวิตที่กำลังอยู่บนกระแสน้ำก่อน
ดังนั้น พื้นที่เสี่ยงควรเตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะ ผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด หรือหอพัก น้ำอาจท่วมไม่ถึงท่าน แต่ท่านก็ต้องอยู่ต้องกินนะ โปรดเตรียมตัวเถิด
น้ำใช้ ควรรองทิ้งไว้ เพราะหากน้ำท่วมสูงมาก ประปาจะใช้การไม่ได้
…
ช่วยเหลือตนเอง จะได้ไม่ไปเบียดเบียนเวลาของอาสาสมัครในการลงพื้นที่วิกฤติ ช่วยคนที่อยู่บนหลังคา ตากแดดตากฝนตากลม
…
คุณรู้ไหม มีเด็กติดอยู่ในหอพัก และโทรไปขอความช่วยเหลือที่รายการวิทยุ ปรากฏว่าไม่นานมีคนอีกคนโทรเข้าไปพร้อมเด็กคนนั้น บอกว่าไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะได้ให้การช่วยเหลือแล้ว
เขาอยู่ใกล้ๆกับหอนั้น นี่คือสิ่งที่ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย และเป็นข้อดีของการมีการจัดรายการวิทยุประสานงาน
…
เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน เพื่อนบ้านหรือคนที่อาศัยหอเดียวกันก็ช่วยเหลือซื่งกันและกัน เพราะรู้ว่าคนที่อยู่บนความเป็นความตายในพื้นที่วิกฤติมีอีกเยอะ
…
…
เพราะฉะนั้นจึงอยากเตือนคนกรุงเทพฯในพื้นที่เสี่ยงทั้งหลาย ว่าคุณได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำแล้วหรือยัง?
…
สิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียม
ข้าวสาร อาหารแห้ง
ไข่
น้ำมัน
เทียนไข
ไฟฉาย
หม้อ กระทะ
เตาแก๊สพร้อมยกไปยังที่ๆคุณจะต้องอยู่ นั่นอาจจะเป็นชั้น 2 รวมถึงเครื่องทำครัวอื่นๆ
น้ำ**** สำคัญมาก
ผ้าอนามัย
เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในหารล้างบ้าน พวกฟองน้ำ แปรง และไม้กวาดน้ำ
(ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่มันคือที่เข้าใช้กวาดน้ำเมื่อพื้นเจิ่งนองอ่ะ)
…
นี่คือเท่าที่จำเป็น จะมากจะน้อยแล้วแต่พิจารณา
…
ส่วนอย่างอื่น แล้วแต่ความจำเป็นของคุณ
สำหรับครั้งที่ 2 ของบ้านเรานั้น เราไม่ได้ตระหนักถึงการซื้อของกินเท่าไหร่
ในขณะที่คนอื่นเดินเข้าห้างเพื่อซื้อของกินจนหมดชั้น เพื่อเตรียมตัว แต่เรากลับเดินไปยังของใช้ทำความสะอาดพวกไม้ถูและที่เช็ดทำความสะอาดเป็นอันดับแรก
เพราะเตรียมตัวล้างบ้านหลังจากน้ำลด อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะคะ
เพราะเมื่อน้ำลงหมด ชั้นวางของในห้างที่จะว่างลงเพราะคนมาจับจ่ายหลังน้ำลดคือของพวกนี้ ซึ่งหลังน้ำลดจะขาดตลาด เพราะคนก็ต้องการล้างบ้านเช่นกัน
ถ้าให้ดี มีตังค์หน่อยมีเครื่องที่ใช้อัดฉีดน้ำจะทำให้การล้างง่ายขึ้นเยอะ ที่กวาดน้ำด้วย เพราะน้ำจะเป็นน้ำโคลน
…
ซอยตลาด ขนานทางรถไฟ
…
ส่วนเรื่องระบบการช่วยเหลือจากหน่วยงานอาสา
การแจกจ่ายน้ำ และอาหารคงไม่ต่างกัน เขาก็พยายามเข้าไปทุกที่เท่าที่จะสามารถ ที่สำคัญอย่างยิ่งของการช่วยเหลือคือ “การมีการประสานงานที่ดี” เพราะจะทำให้เข้าพื้นที่ได้ทั่วถึงและรวดเร็ว
…
แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ เตรียมอะไรได้ เตรียมไปก่อน จะได้ไม่เป็นคนที่ไปรบกวนเขาเร็วกว่าที่จะเป็น
…
…
เท่าที่ตามข่าวตอนนี้ สิ่งที่ไม่สบายใจคือ การขึ้นราคาของ
“ได้โปรดอย่าอ้างกลไกตลาดในยามวิกฤติเช่นนี้”
จงตระหนักว่า
“เขตเศรษฐกิจที่ไม่ท่วมเพราะอะไร???” “อย่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่ไม่ท่วมแล้วยังเห็นแก่ได้เลย”
…

ภาพด้านบนคือ เขตเศรษฐกิจ ที่หลายคนรู้จักกันดี “ตลาดกิมหยง” นี่คือหลังน้ำเริ่มลดค่ะ
ซึ่งเทียบจากที่บ้านลดเหลือประมาณข้อเท้า ในขณะที่กิมหยงยังสูง
และยังคงสูงมากๆในบริเวณที่เรียกว่าหาดใหญ่ใน
จริงๆแล้วในเรื่องเขตเศรษฐกิจในหลายจังหวัด แอบไม่เห็นด้วยบางส่วนนิดหน่อย
คือจากประสบการณ์ หาดใหญ่ทั้ง 2 ครั้ง
ครั้งแรกเสียหายมาก(จะมากกว่าครั้งที่ 2 หรือเปล่าไม่รู้) เพราะไม่ได้มีการเตรียมตัวเก็บข้าวของเลย บวกกับไม่มีเวลาพอ ซึ่งเขตเศรษฐกิจโดนไปเต็ม
แต่ครั้งที่ 2 ในช่วงระยะเวลา 10 ปี หาดใหญ่ได้มีการขุดคลองเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นแก้มลิง
บวกกับการประกาศเตือน และค่อนข้างยืนยันว่าท่วม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางส่วนในเขตเศรษฐกิจขนย้ายของได้ทัน
…
…
ตรงนี้อยากเสนอให้เห็นว่า เขตเศรษฐกิจ ที่อ้างเพื่อป้องกันความเสียหายนั้น เมื่อถึงเวลาอันควร คุณควรปล่อยน้ำให้เข้าท่วม เพื่อแบ่งปันพื้นที่รับน้ำ
ไม่ควรไปยื้อมันต่อ เพราะมันจะทำให้น้ำเร็วและแรงขึ้น
ความหมายของคำว่า “เมื่อถึงเวลาอันสมควร” หมายความว่า เมื่อพื้นที่นอกเขตคันกั้นน้ำ เริ่มท่วม คุณควรจะรีบเก็บข้าวของหนีน้ำ และเมื่อเสร็จก็ควรจะเปิดเพื่อรับน้ำบ้าง
อะไรๆจะได้บรรเทาลง
…
แต่อย่างกรณีอยุธยาที่เป็นแหล่งโรงงาน อันนี้เห็นด้วยที่จะช่วยกันปกป้อง เพราะผลกระทบหลังน้ำลดมันมีสูง
จึงไม่แปลกที่เห็นคนอยุธยา ปทุมธานี ในเขตโรงงานจะไปช่วยกันปิดกั้น เพราะเขารู้ว่าหากปล่อยให้ท่วม จะกระทบต่อหน้าที่การงานซึ่งเป็นแหล่งรายได้เขาโดยตรง
ซึ่งแตกต่างกับบางพื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจ อย่าง “ตลาด”
…
…
ลองคิดดูนะ
บ้านที่ท่วมและอยู่นอกเขตคันกั้นน้ำ ยอมท่วมเพื่อรักษาเขตเศรษฐกิจ
แต่ที่เขาออกมาโวยวายก็เพราะมันท่วมจนไม่มีที่จะอยู่จะกินแล้ว
ทำให้เขานึกว่า “ยุติธรรมมั้ยนะที่เขายอมเสียสละ??” ในขณะที่ตลาด อ้างตัวว่าเป็นเขตเศรษฐกิจไม่ท่วม
ลองคิดดูนะว่าชาวบ้านที่ยอมท่วมเขาได้อะไรหลังน้ำลด? เงินช่วยจากรัฐบาล 5000น่ะหรอ? คุ้มมั้ยนะที่ยอมท่วม
ในขณะพื้นที่ๆปกป้องไม่ให้ท่วมอย่างตลาด พอน้ำลด ความเสียหายไม่เท่าไหร่ กลับมาดำเนินกิจการต่อได้ไว เขาที่ไม่ท่วมแบ่งปันอะไรให้คนยอมท่วมบ้าง?? แค่คิดเล่นๆน่ะ
…
มีน้อยเสียหมดตัว
แต่มีมากไม่ยอมเสียแม้แต่น้อย
มันถูกต้อง?
…
เช่นกัน…ตรงนี้ก็อยากสะท้อนถึงคนกรุงเทพฯ
…
แต่จากประสบการณ์อีกเช่นกัน
อย่างศูนย์อพยพ หรือศูนย์ประสานงาน และศุนย์ที่ตั้งขึ้นเพื่อทำการช่วยเหลือ แพ็คถุงยังชีพ เป็นโรงครัว
ที่ทางหน่วยงานของความร่วมมือ กันเขตเหล่านั้นไว้นั้น ก็อยากให้ผู้ประสบภัยทำความเข้าใจว่า หากไม่มีที่แห้งให้ทำ พวกคุณก็จะยิ่งได้รับความช่วยเหลือช้า
เพราะนั่นหมายความว่าคุณต้องอาศัยเฉพาะคนนอกพื้นที่เท่านั้นแล้วล่ะที่จะเข้ามาช่วย ซึ่งมันจะไม่เป็นผลดีต่อคุณเลย ที่คุณไปเรียกร้องให้เข้าแบ่งรับน้ำบางส่วนไป
…
เช่นกัน…หากกรุงเทพฯบางส่วนท่วม มันก็ไม่เป็นการดี เพราะตอนนี้ศูนย์รวมของแหล่งช่วยเหลือ อยู่ที่นี่
…
เหรียญมี 2 ด้านค่ะ…
…
…
ทุกคนพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ค่ะ
ยอมรับว่าปีนี้ประเทศเราโดนภัยน้ำอย่างหนักจริงๆ
และยอมรับว่าหนักกว่าที่เราเคยเจอมาเยอะมาก แต่เราแค่อยากแชร์
เพราะเราคิดว่าบางส่วนอาจจะเป็นประโยชน์ แต่ในส่วนใดที่ไม่เหมาะ ก็ขออภัยด้วยนะคะ
…
ยังไงก็สู้ๆกันนะ
อะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันก่อนนะคะ
…
อ้อ…อันนี้ฝากถึงผู้บริหารพื้นที่นะคะ อะไรที่ไม่แน่ใจอย่ายืนยัน เช่น “น้ำไม่ท่วมแน่นอน” “รองรับน้ำได้”
เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความใจเย็น และละเลยการเตรียมตัว
…
การเขียนครั้งนี้แค่อยากฝากข้อคิด
…
ตอนนี้อยากให้คิดเผื่อถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลดด้วย…
…
…
สำคัญหลังน้ำลด
อย่างแรก เรื่อง “ขยะล้นเมือง” สำคัญค่ะ การบริหารจัดการสำคัญมาก
อย่างที่สอง เรื่อง คนต่างจังหวัดที่เป็นห่วงญาติในพื้นที่ประสบภัย สำคัญค่ะ
เพราะมักจะเกิดการแห่เข้าไปโดยไม่คิดว่านั่นยิ่งเป็นการทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก
เพราะ “รถติดมาก!” และมันจะกระทบต่อการขนส่งพวกเสบียงอาหารจากหน่วยต่างๆที่มาจากจังหวัดอื่น ซึ่งจะเข้ามาช่วยเหลือ
ดังนั้น ยังไม่ควรเข้าไปหาญาติเลยในทันทีที่เข้าได้ ควรรอให้เขาจัดการพื้นที่ จัดการระเบียบการเยียวยาก่อนก่อน
อย่างที่สาม เรื่อง น้ำใช้อุปโภคค่ะ พื้นที่ประสบภัย ต้องการแท๊งค์จำนวนมาก และหากเป็นได้คือ น้ำเต็มแท๊งค์ค่ะ ทั้งนี้รวมไปถึงรถขนถ่ายน้ำด้วย
เพื่อจะได้แจกจ่ายเนื่องจากน้ำประปาจะยังใช้ไม่ได้ไปอีก2-3 วัน แล้วแต่การแก้ไขของเจ้าหน้าที่
…
คิดว่าเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลังน้ำลด(ที่พอจะนึกออก)มีแค่นี้แหละ
…
…
คนไทยไม่ช่วยกัน แล้วใครจะช่วยเรา
ช่วยกันนะคะ ^^
หน้าโรงแรมวีแอล เตรียมตัวไปช่วยฝั่งหาดใหญ่ในที่ยังคงวิกฤติ
…
ขอย้ำเจตนาอีกครั้งค่ะ เขียนเพื่อแชร์ประสบการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
หวังอยากให้มันเป็นประโยชน์
ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นเลยจริงๆค่ะ
…
It will be better very soon if we’re all together
…
ปล.ภาพถ่ายทั้งหมดเป็นภาพเมื่อปีที่แล้ว (2553) ค่ะ